ซ้อมวิ่ง 5K 10K 21K 42.195K ควรเติมเกลือแร่เท่าไหร่ในแต่ละรูปแบบการฝึก

ปริมาณเกลือแร่ที่เหมาะสมสำหรับซ้อมวิ่ง 5K 10K ฮาล์ฟมาราธอน และมาราธอน

จากบทความ นักวิ่งควรกินเกลือแร่ตอนไหน ที่อธิบายว่านักวิ่งควรกินเกลือแร่ตอนไหนและควรได้โซเดียมกี่มิลลิกรัมต่อชั่วโมง คราวนี้เราจะลงรายละเอียดให้ชัดขึ้นตาม “ระยะ” และ “รูปแบบการซ้อม” เพราะการวิ่ง 5K ไม่เหมือนการซ้อมมาราธอน และการวิ่งช้า 40 นาที ไม่เหมือนการทำ interval หนัก ๆ สิ่งที่เหมือนกันมีอย่างเดียวคือ ทุกครั้งที่เหงื่อออก โซเดียมจะถูกพาออกไปด้วยเสมอ การวางแผนเกลือแร่สำหรับนักวิ่งจึงต้องคิดทั้งเรื่องเวลา ความเข้มข้น และอากาศในวันนั้น

กรอบปริมาณโซเดียมที่ใช้วางแผนการซ้อมวิ่ง

กรอบปริมาณโซเดียมสำหรับวางแผนการซ้อมวิ่งและกีฬา Endurance

ใช้กรอบกลางเป็นจุดเริ่มได้ที่ประมาณ 300-600 มิลลิกรัมโซเดียมต่อชั่วโมงสำหรับการออกกำลังกายต่อเนื่อง และอาจเพิ่มเป็น 600–800 มิลลิกรัมต่อชั่วโมงในอากาศร้อนจัดหรือคนที่เหงื่อออกมากกว่าปกติ จากนั้นค่อยปรับตามระยะและความหนักของการฝึก

  • อากาศปกติ 20–28°C → ใช้กรอบล่างถึงกลาง
  • อากาศร้อน 30°C ขึ้นไป → ขยับเข้าใกล้กรอบบน
  • เหงื่อเค็ม เสื้อมีคราบขาว → พิจารณาเพิ่มโซเดียม

เติมเกลือแร่เมื่อซ้อมวิ่ง 5K

แนวทางเติมเกลือแร่ระหว่างการซ้อมวิ่ง 5K

Easy Run 30–45 นาที

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องเติมเกลือแร่ หากอากาศไม่ร้อนจัด ดื่มน้ำตามความกระหายก็เพียงพอ แต่ถ้าวิ่งต่อเนื่องเกินหนึ่งชั่วโมง หรือรู้ตัวว่าเหงื่อออกมาก แม้ระยะจะไม่ไกล ก็ควรเริ่มพิจารณาเติมโซเดียมเล็กน้อยเพื่อป้องกันระดับแร่ธาตุแกว่ง

Speed Work เช่น Interval หรือ Tempo Run 45–60 นาที

แม้ระยะสั้น แต่ความเข้มข้นสูง เหงื่อออกมากกว่าปกติ หากอากาศร้อน อาจเติมโซเดียมเล็กน้อยช่วงก่อนซ้อม หรือระหว่างพักเซต โดยใช้เกลือแร่เม็ดในปริมาณรวมประมาณ 200–300 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง พร้อมดื่มน้ำตามความกระหาย ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไปโดยไม่เติมโซเดียม และหากมีการใช้ Power Energy Gel หรือ เจลพลังงานสำหรับนักวิ่ง ที่มีโซเดียมอยู่แล้ว ควรรวมปริมาณทั้งหมดเข้าด้วยกันก่อนตัดสินใจเติมเพิ่ม

เติมเกลือแร่เมื่อซ้อมวิ่ง 10K

แนวทางเติมเกลือแร่ระหว่างการซ้อมวิ่ง 10K

Moderate Run 60 นาที

ในอากาศปกติ หากวิ่งไม่เกินหนึ่งชั่วโมงและไม่ได้เหงื่อออกมาก บางคนอาจยังไม่จำเป็นต้องเติมเกลือแร่เพิ่มเติม แต่ถ้าวิ่งกลางแดด เหงื่อออกชัด หรือรู้ตัวว่าเป็นคนเหงื่อเค็ม ควรเริ่มพิจารณาเติมโซเดียมประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง โดยอาจแบ่งกินช่วงกลางการซ้อมวิ่งเพื่อรักษาสมดุลแร่ธาตุไม่ให้แกว่ง

Tempo Run 60–75 นาที

ความเข้มข้นระดับนี้ทำให้อัตราการเสียเหงื่อสูงกว่า easy run แม้เวลาจะใกล้เคียงกัน หากอากาศปกติและไม่ได้เหงื่อออกมาก บางคนอาจอยู่ในช่วง 300 มิลลิกรัมต่อชั่วโมงก็เพียงพอ แต่ถ้าอุณหภูมิสูงหรือเป็นคนเหงื่อเค็ม ควรขยับไปช่วง 400–500 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง และแบ่งเติมระหว่างทางมากกว่ากินรวดเดียว

เติมเกลือแร่เมื่อซ้อมฮาล์ฟมาราธอน 21K

แนวทางเติมเกลือแร่ระหว่างการซ้อมฮาล์ฟมาราธอน 21K

Easy Long Run 90–120 นาที

ช่วงเวลานี้เริ่มมีความเสี่ยงโซเดียมต่ำถ้าดื่มแต่น้ำเปล่า ในอากาศปกติควรตั้งต้นที่ 300–500 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง ถ้าอากาศร้อนควรขยับเป็น 500–700 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง

หลายคนจะใช้ Energy Gel หรือ เจลพลังงาน ร่วมด้วย ควรอ่านฉลากเพราะบางสูตรมีโซเดียมผสมอยู่แล้ว ต้องรวมปริมาณทั้งหมดเข้าด้วยกันก่อนตัดสินใจเติมเพิ่ม

Tempo ยาว 60–90 นาที

แม้ระยะไม่เต็ม 21K แต่ความหนักสูง เหงื่อออกเร็ว ควรเติมโซเดียมใกล้เคียง long run โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อน

เติมเกลือแร่เมื่อซ้อมมาราธอน 42.195K

แนวทางเติมเกลือแร่ระหว่างการซ้อมมาราธอน 42.195K

Long Run 2–3 ชั่วโมง

นี่คือจุดที่การวางแผนชัดเจนที่สุด ในอากาศปกติควรอยู่ในช่วง 400–600 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง และในอากาศร้อนอาจต้องแตะ 600–800 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับอัตราการเสียเหงื่อของแต่ละคน

  • ใช้เกลือแร่เม็ดแบ่งกินทุก 30–45 นาที
  • รวมโซเดียมจากเจลพลังงานทุกซอง
  • อย่าดื่มน้ำเกินความกระหายโดยไม่เติมโซเดียม

Marathon Pace Run 90–120 นาที

แม้เวลาจะสั้นกว่า long run เต็ม แต่การวิ่งที่ความเร็วใกล้เพซมาราธอนทำให้อัตราการเสียเหงื่อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิ่งกลางแดดหรืออากาศร้อน ในอากาศปกติสามารถตั้งต้นที่ประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง และขยับเข้าใกล้ 500–600 มิลลิกรัมต่อชั่วโมงหากเหงื่อออกมาก ควรแบ่งเติมเป็นช่วง ๆ มากกว่ากินรวดเดียว และรวมโซเดียมจาก Power Energy Gel หรือ เจลให้พลังงาน ที่ใช้ร่วมกันเข้าไปในยอดรวมต่อชั่วโมงด้วย

เปรียบเทียบอากาศปกติ และ อากาศร้อน

อากาศร้อนทำให้อัตราการเสียเหงื่อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน บางคนจากเดิมเสีย 500 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง อาจเพิ่มเป็นมากกว่า 1 ลิตรต่อชั่วโมงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ดังนั้นแม้ระยะเท่ากัน แต่ปริมาณโซเดียมที่ควรเติมอาจต่างกันเกือบเท่าตัว

  • อากาศปกติ → เติมตามกรอบมาตรฐาน 300–600 มก./ชม.
  • อากาศร้อน → พิจารณาขยับเข้าใกล้ 600–800 มก./ชม.
  • สังเกตน้ำหนักตัวหลังซ้อมทุกครั้งเพื่อปรับแผน

สรุป

ระยะสั้นไม่จำเป็นต้องเติมเสมอไป แต่เมื่อเวลาซ้อมเกินหนึ่งชั่วโมง โดยเฉพาะในระยะ 21K และ 42.195K การจัดการโซเดียมกลายเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งรวมกับ Energy Gel หรือเจลพลังงานที่มีโซเดียมอยู่แล้ว ยิ่งต้องคิดรวมทั้งหมดให้เป็นตัวเลขต่อชั่วโมง

การซ้อมที่ดีไม่ได้ดูแค่ pace หรือหัวใจเต้นกี่ครั้งต่อนาที แต่ต้องดูว่าร่างกายได้รับน้ำและเกลือแร่พอหรือไม่ เมื่อจัดการสองอย่างนี้ได้ดี ประสิทธิภาพ ความทนทาน และการฟื้นตัวจะต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

คำถามที่พบบ่อย

ซ้อม 5K จำเป็นต้องกินเกลือแร่ไหม

หากวิ่งไม่เกินหนึ่งชั่วโมงและอากาศไม่ร้อนจัด น้ำเปล่าอาจเพียงพอ แต่ถ้าเป็น speed work เหงื่อออกมาก หรืออากาศร้อน ควรพิจารณาเติมโซเดียมเล็กน้อยเพื่อป้องกันอาการมึนหรืออ่อนแรงช่วงท้าย

ซ้อม 10K หรือฮาล์ฟมาราธอนควรได้โซเดียมเท่าไหร่ต่อชั่วโมง

ใช้กรอบเริ่มต้นประมาณ 300–600 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง และขยับขึ้นหากเหงื่อออกมากหรือซ้อมกลางแดด ควรปรับตามอัตราการเสียเหงื่อของแต่ละคน

Long Run มาราธอนต้องเติมมากกว่าปกติหรือไม่

โดยทั่วไป long run 2–3 ชั่วโมงควรวางแผนเติมสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในอากาศร้อนที่อาจต้องเข้าใกล้ช่วงบนของกรอบโซเดียม เพื่อรักษาสมดุลและลดความเสี่ยงตะคริว

ควรรวมโซเดียมจาก Energy Gel ด้วยหรือไม่

ควรรวมเสมอ เพราะเจลพลังงานบางสูตรมีโซเดียมผสมอยู่แล้ว หากไม่รวมยอดทั้งหมดอาจได้รับมากเกินหรือไม่เพียงพอต่อชั่วโมง

อากาศร้อนส่งผลต่อปริมาณเกลือแร่อย่างไร

อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้อัตราการเสียเหงื่อเพิ่มขึ้น จึงอาจต้องเติมโซเดียมมากกว่าวันที่อากาศปกติ การสังเกตเหงื่อและน้ำหนักตัวหลังซ้อมช่วยให้ปรับปริมาณได้แม่นยำขึ้น

ผู้เขียน

Scroll to Top